วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อร่อย อบอุ่นที่ Rice n' Mouth


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 พฤษภาคม 2559) มีโอกาสไปทำธุระที่กรุงเทพเลยถือโอกาสไปทดลองร้านอาหารใหม่ Rice N' Mouth ของเฮียโบ๊ตดู ซึ่งเป็นคนละสไตล์กับร้าน PlayYard เลยทีเดียว ในวันที่เราไปกันร้านยังไม่เปิดช่วงกลางวัน จึงนัดกับเพื่อนๆไปทานเป็นมื้อเย็นกัน ร้านอยู่ในซอยเสริมสุขฝั่งตรงข้ามคอนโด U Delight 3 เข้าซอยมาเลี้ยวขวาแยก 1 ร้านอยู่ทางขวามือเป็นบ้านหลังสีขาวเล่นระดับ ผนังใช้กระจกใสความรู้สึกโปร่งสบาย แต่บรรยากาศภายในอบอุ่น ตกแต่งด้วยภาพถ่ายขาวดำสวยๆของเจ้าของร้านอีกคนคือคุณตี้

เมื่อเลือกที่นั่งกันได้เรียบร้อยก็ดูรายการอาหารจากเมนูที่เรียบง่าย เมนูที่ทางร้านแนะนำคือซี่โครงหมูบาร์บีคิว และ แซลมอนซี๊ด ดังนั้นเพื่อไม่ให้พลาดเราก็ลองทุกเมนูที่ถูกแนะนำได้แก่เจ้าซี่โครงหมู ทูน่าย่างเครื่องเทศ แคจันแซลมอนซอสตะไคร้ แซลมอนซี๊ด และ มันฝรั่งทอด 

เมื่ออาหารมาก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ซี่โครงเนื้อนุ่มมากหลุดออกจากกระดูกได้ง่ายๆ ซอสเข้าถึงเนื้อ ทูน่ารสฉ่ำและหอมเครื่องเทศ แต่เราก็มาสะดุดตรงที่ อาหารน่าจะเข้ากันด้วยดีกับไวน์ แต่ทางร้านมีเพียงเบียร์กับน้ำเปล่าเท่านั้น ซึ่งถ้าเพิ่มความหลากหลายของเครื่องดื่ม โดยเฉพาะไวน์ น่าจะทำให้อาหารสองจานนี้สมบูรณ์ขึ้นอีก จากนั้นก็ตามมาด้วยแคจันแซลมอนซอสตะไตร้ที่รสชาติลงตัว ทั้งเนื้อปลา ซอส และ ผักโขม ส่วนแซลมอนซี๊ดนี้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีมาก เสียดายที่เราสั่งมาทานทีหลังกัน

ก่อนที่จะจบมื้อนี้ คุณตี้แนะนำเมนูของหวานใหม่ซึ่งยังไม่มีในเมนูคือชอคโกเลตลาวามาตบท้าย ซึ่งเราก็ไม่ยอมเสียโอกาสที่จะได้ทานก่อนใคร รสชาติที่ตัดกันของผลไม้เปรี้ยวกับเค้กชอคโกเลตหวานขมเข้ากันได้ดี เป็นการปิดท้ายค่ำคืนที่น่าจดจำ


เมนูแนะนำของร้าน ซี่โครงหมูบาร์บีคิว

มันฝรั่งทอด

ก่อนกลับขอถ่ายภาพกับเชฟบูม(คนกลาง)ซะหน่อย

ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 11.00 - 23.00 น.
ตั้งอยู่ที่ 280/1 ซอยเสริมสุข แยก1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

My favorite playlist


1. Have I told you lately - Rod Stewart



2. Sometimes love just ain't enough - Patty Smyth and Don Hanley



3. I have nothing - Whitney Houston



4. If we hold on together - Diana Ross


5. Without you - Harry Nilsson



6. Honesty - Billy Joel


7. You are the sunshine of my life - Stevie Wonder


8. Lovin' you - Minnie Riperton


9. A groovy kind of love - Phil Collins


10. Foolish beat - Debbie Gibson


11. I don't want to talk about it - Rod Stewart


12. Hello - Lionel Richie


วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

A blink of memory

เมื่อหลายเดือนก่อนได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้าน คุณแม่เอาสมุดจดเก่าๆสมัยเรียนมัธยมมาให้ดูว่ายังจะเก็บไว้หรือเปล่า เปิดดูแล้วก็รู้สึกตลกกับสิ่งที่เรียนเขียนในสมัยก่อน (คงเหมือนกับบล็อกอันนี้ ถ้าในอนาคตกลับมาอ่านใหม่) พอได้อ่านสิ่งที่เขียนไว้ในอดีตก็ทำให้เรานึกถึงความรู้สึกตอนที่เขียนสิ่งนั้น ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องแต่งก็ตาม บางทีเราอาจจะได้ค้นพบสิ่งที่เราลืมไปแล้วในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา

*เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น(เมื่อหลายปีมาแล้ว) ชื่อ บุคคล สถานที่ ธุรกิจ หรือ เหตุการณ์ใดเป็นเรื่องที่สมมติขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน หรือ ถูกใช้ในงานเขียนเท่านั้น ความคล้ายคลึงกับบุคคลที่มีอยู่จริงไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น

*This is a work of fiction. Names, characters, businesses, places, events and incidents are either the products of the author’s imagination or used in a fictitious manner. Any resemblance to actual persons, living or dead, or actual events is purely coincidental.


A famous detective in Kent, George Howards was meeting his customer, Miss Emily Ricci.

George: "So, you want me to find someone."
Emily: "Yes, he's so important to me. I can't live without him."
George: "Do you have his picture?"
Emily: "Sure, this is him."
George: "Could you tell me more details about his disappearance?"
Emily: "It was three days ago. We were at the park. I was looking at a child who's playing football when I turned back to him, he has gone. If I watched him more carefully, he would not be missing. I really think he was kidnapped."

Then she started to cry. He gave the picture back to Emily as he continued asking more questions.

George: "Do you have any suspect?"
Emily: "I don't know... Um. wait a minute. Oh! maybe there must be the man on the motorbike. About a week ago, he was passing by our house every evening."
George: "Do you remember him?"
Emily: "No, I don't but his motorbike has a sticker said 'Road Burner'."
George: "Road Burner?"
Emily: "Yes, I'm very sure about it."
George: "OK. I'll do this job. If I find him, I will call you at once."

He put on his Ray-Ban, walked to his car. He picked  his mobile phone and called his assistant, Susanna.

George: "Hello, It's me. I want to know about 'Road Burner'."
Susanna: "Road Burner?, I'll check Um Oh my god!"
George: "What's wrong?"
Susanna: "I'll send it to your handtop."

George turned on his handtop, the personal computer that contains ultra-speed processor chip but its size is only the palm. The data was still sending. He looked at the screen and was amazed.

"Oh Shit!" He shouted. "Susanna, book a ticket to Brazil for me right now"
"I booked it already" Susanna replied.
"You are so clever, Thank you."
"Bye, George"

He started his Chevrolet and drove to the airport. When he went to the counter and confirmed his ticket, the PA announced "All flight are cancelled because of the whether..." looking through the window the fog turned outside to a big white canvas. He glanced at his watch and decided to wait. A few minutes later there was another announcement but this time it said his name to answer the phone at terminal II.

When he got there, it was nothing. He was turning back to go to the PR, to his surprise he found himself was surrounded by four strangers in black suit and sunglasses. One of them had a gun in his hand pointing at him. They forced George to go to a storage room. While one of them was opening the door, he knocked him to the floor. The rest was reaching out for their guns but they weren't fast enough. George shot their hands with his silenced-gun then asked "Who's your boss?" but before they could say anything the airport security arrived and took him to security office.

Two hours later, George was free but he missed the plane. He was looking for the next flight but had no luck. He decided to go home. At his house he found something strange, the door was opened. Somebody must break into his house. He held his gun firmly and slowly got into the house. He walked through the living room, there was nobody. He continued to the kitchen, just before he got in, there was a noise in his bedroom on the second floor. He ran towards to the stairs but there was someone shadow laying down on the stairs. The intruder was walking down the stairs. Suddenly the telephone rang, the intruder panicked, he went back upstairs, jumped out the bedroom window and had gone.

George rushed to his bedroom. He found it was very untidy because the intruder must search for something.

แล้วรอยดินสอที่เขียนไว้ก็หยุดลงแค่นั้น

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ยาวิเศษ ลดความอ้วน (ตอนที่ 2)

แก้ปัญหาเรื่องของทานเล่นไปแล้วยังเหลือมื้อหลักที่สำคัญ ทานแบบเดิมๆไม่ได้แน่ๆ นอกจากให้พลังงานเยอะแล้วยังทำให้มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูงตามมาอีกต่างหากไหนๆแล้วจะศึกษาเรื่องอาหารแล้ว แค่ลดน้ำหนักคงไม่พอ ทานทั้งทีให้สุขภาพดีไปเลยดีกว่า ไขมันในเลือดนี่คือเจ้าคลอเลสเตอรอลนี่เอง มันคืออะไรล่ะ ทำไมถึงสร้างปัญหา คลอเลสเตอรอลเป็นสารเคมีที่คล้ายไขมัน ส่วนใหญ่แล้วจะถูกผลิตขึ้นจากตับ พบได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย ถูกใช้ในการผลิตฮอร์โมน วิตามินดี และสร้างน้ำดี เนื่องจากคลอเลสเตอรอลเป็นไขมัน แต่เลือดมีลักษณะเป็นน้ำ ไขมันกับน้ำผสมกันไม่ได้การขนส่งคลอเลสเตอรอลไปตามกระแสเลือดจึงอยู่ในรูปแบบของไลโปโปรตีน ซึ่งมีอยู่หลักๆด้วยกัน 3 ชนิด


Low density lipoprotein (LDL) หรือ คลอเลสเตอรอลร้าย LDL จะทำหน้าที่ขนส่งคลอเลสเตอรอลจากตับไปยังเซลล์ต่างๆ ถ้ามีมากเกินไป LDL จะไปเกาะตามผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็ง เกิดอาการตีบตัน (Atheroma) ซึ่งอันตรายมากถ้าหลอดเลือดนั้นส่งเลือดมาเลี้ยงหัวใจหรือสมอง เพราะอาการหลอดเลือดตีบระยะแรกจะไม่อาการให้เห็น จะแสดงอาการก็ต่อเมื่อเป็นมากแล้ว LDL ไม่ควรจะมีเกิน 100 mg/dL


High density lipoprotein (HDL) หรือ คลอเลสเตอรอลดี มีตัวร้ายแล้วก็ต้องมีตัวดี HDL ทำหน้าที่กลับกันกับ LDL คือจะส่งคลอเลสเตอรอลส่วนเกินที่เซลล์ใช้ไม่หมดกลับไปยังตับ เพื่อนำมาใช้สร้างน้ำดีหรือไม่ก็ขับออกมาทางอุจาระ ดังนั้นการมี HDL สูงก็จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดตีบได้ HDL ควรจะมีไม่น้อยกว่า 40 mg/dL


Triglycerides ไตรกลีเซอไรด์นี้จะมาจากไขมันในอาหารที่เราทานโดยตรง หรือ ผลิตขึ้นในร่างกายของเราจากคาร์โบไฮเดรตที่เราทานเข้าไป พลังงานแคลอรี่ที่เราใช้ไม่หมดในแต่ละวันจะถูกแปลงให้เป็นไตรกรีเซอไรด์และเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน เมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอก็จะดึงไตรกลีเซอไรด์ออกมาใช้ เจ้านี่เองตัวการของความอ้วนของเราที่เราต้องดึงมันออกมาใช้ การมีเจ้าไตรกลีเซอไรด์สูงก็จะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นด้วย ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรมีเกิน 150 mg/dL


พอทราบข้อมูลพวกนี้แล้ว ทำให้เห็นว่าอาหารสำคัญกว่าที่เราคิดมาก ในช่วงที่ผมกำลังหาข้อมูลอยู่นั้นเอง แฟนผมก็แนะนำให้ติดตามหมอใน Twitter ท่านนึง คือ คุณหมอหมีจะแนะนำให้ทานอาหารให้สมดุล ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ แต่เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยให้ส่งการบ้านแล้วหมอหมีจะตรวจให้คะแนนกลับมา เราสามารถค้นหาอาหารคะแนนเต็มสิบได้จาก #10DrBear แต่ถ้าคะแนนอาหารที่คุณทานไปได้คะแนนน้อย หรือไม่เหมาะสมก็จะโดนลงโทษด้วย การออกกำลังกายหนึ่งชุด ได้แก่ “Plank 3 เซต ซิทอัพ 60 ยกขา 60” ตามคลิปต่างๆในหน้านี้


นอกจากเรื่องอาหารแล้วหมอหมียังชวนออกกำลังกายด้วยโครงการ 1 ปี 1,000 กิโลเมตร ให้วิ่งออกกำลังกายสะสมกันให้ครบหนึ่งพันกิโลเมตรภายในหนึ่งปี ซึ่งดูแล้วเหมือนเยอะมากแต่ก็มีคนส่งการบ้านว่าวิ่งครบกันตั้งแต่ครึ่งปีก็มี การติดตามทวิตเตอร์ของหมอหมีทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น (ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยส่งการบ้านอาหารที่ทานหรือวิ่งเลยก็ตาม ฮ่าๆๆ)


ผมเลือกที่จะนำข้อมูลที่ได้รับรู้มาปรับให้เข้ากับตัวเองจะดีกว่านำแนวทางของคนอื่นมาทั้งหมด เนื่องจากความเหมาะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญคือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพราะดูจากหลักการต่างๆในการลดความอ้วนแล้วมันเป็นสิ่งที่ง่ายดายมาก แค่เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ให้พลังงานเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ ง่ายจนบางคนไม่เชื่อว่าทำได้จริง ก็เลยไม่ลองทำ ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือพวกพ่อรวยสอนลูก สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อจริงๆคือให้เปลี่ยนตัวเองทางความคิดก่อน เมื่อความคิดเปลี่ยนตัวคุณเองจะเปลี่ยนไปด้วย


ผมเริ่มการปรับพฤติกรรมการกินทีละน้อย เริ่มจากเรื่องสุขภาพทอนซิลอักเสบที่เคยเป็นบ่อยๆ ผมก็เลิกทานน้ำเย็น หันมาทานน้ำอุ่นแทน และงดทานไอศกรีมไปด้วย ซึ่งไอศกรีมเองนั้นมีน้ำตาลที่สูงมาก จากนั้นก็เปลี่ยนมื้อหลักที่เคยทานเยอะๆหลายๆจาน ทานจนหมดเพราะความเสียดาย มาเป็นทานแค่จานเดียว แต่อาหารยังไม่สมดุลเท่าของหมอหมี อาหารมื้อเช้าผมจะทานค่อนข้างปกติ เช่น กระเพราไก่ไข่ดาวของโปรด ไม่เคยจะงดทานมื้อเช้า อาหารกลางวันจะทานเบาลงมาหน่อย เน้นเป็นก๋วยเตี๋ยวเพื่อลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ ส่วนมื้อเย็นจะกินสลัดผัก ทีนี้สลัดผักเปล่าๆรสชาติจะแย่มากๆสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ทานผัก ดังนั้นหัวใจสำคัญอยู่ที่เลือกน้ำสลัด สลัดครีมนี่ควรงดไปเลย ทั้งไข่ทั้งน้ำตาลเพียบ ส่วนน้ำใสก็ยังพอได้ น้ำสลัดญี่ปุ่นทานแค่พอประมาณ ส่วนตัวผมแล้วชอบน้ำสลัดบัลซามิก หรือ ราดหน้าสลัดด้วยน้ำมันมะกอกมากกว่า สำหรับคนที่ทานผักสดไม่ได้เลย ก็แนะนำให้ทานต้มจืดแทนและไม่ควรปรุงจนเค็มเกินไป


วิธีปรุงอาหารก็มีส่วนสำคัญในการควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน วิธีที่ดีที่สุดคือการต้ม และการนึ่ง แต่เมนูส่วนใหญ่ที่เรานิยมกันก็จะเป็นการผัด และการทอด เช่น กระเพราไก่(ผัด) ไข่ดาว(ทอด) หัวใจหลักของการผัดและทอดก็คือน้ำมัน ดังนั้นเราควรเลือกน้ำมันที่ใช้ให้ดีต่อร่างกาย


น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดเชิงเดี่ยว (เช่น กรดโอเลอิก) มากที่สุด ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี แต่มีจุดเกิดควันต่ำจึงไม่เหมาะกับการทอด เหมาะสำหรับการนำไปปรุงอาหารที่ไม่ต้องผ่านความร้อน ใช้เป็นน้ำมันสลัด แต่ข้อจำกัดคือมีราคาสูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น
น้ำมันรำข้าว มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในระดับปานกลาง คุณลักษณะคล้ายน้ำมันมะกอก แต่ราคาไม่แพงมีสารโอรีซานนอลสูงซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระ เหมาะกับการใช้ผัด
น้ำมันปาล์ม เหมาะกับการทอดมากที่สุด เนื่องจากสามารถทนความร้อนได้สูง ให้ความร้อนเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่น ๆ แต่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงทำให้เกิดปัญหาเรื่องคลอเลสเตอรอล ดังนั้นจึงไม่ควรทานของทอดบ่อยๆ




เมื่อผมเริ่มปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารการกินแล้วน้ำหนักผมก็ค่อยๆลดลงทีละน้อยเนื่องจากผมไม่ได้หักโหม รูปร่างผมยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนต่อไปคือการออกกำลังกาย หลังจากที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ถ้าไปเริ่มวิ่งเลยผมก็กลัวว่าจะเหนื่อยจนท้อไปซะก่อน และช่วงที่ผมจะเริ่มทำฝนตกตอนเช้าทุกวันไม่สามารถออกไปวิ่งข้างนอกได้ ผมเลยสนใจการทำโยคะเพราะสามารถทำในห้องนอนเงียบๆได้ ผมเริ่มด้วยการยืดเส้นยืดสายก่อน โดยมี Tara Stiles เป็นครูฝึกให้ทุกเช้าหลังตื่นนอน ยอมรับว่าตัวผมยืดหยุ่นมากขึ้นจริงๆ





เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน มาเจอคลิปออกกำลังกายเน้นลดหน้าท้องของ Jillian Michaels เลยหันมาลองทำตามดู ท่าดูง่ายๆและค่อนข้างดูดีไม่เหมือนพวกท่าเต้นแอโรบิคทั่วไป ช่วงแรกๆทำไม่พ้นวอร์มอัพด้วยซ้ำก็เหนื่อยแฮก (น่าจะไม่เกิน 10 นาที) ซึ่งเผลอตัวอีกทีประมาณ 2 อาทิตย์ เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง กางเกงที่เคยใส่พอดีเริ่มหลวมขึ้น สะโพกกับต้นขาคงจะลดลง (แต่ในคลิปเขาบอกว่าลดหน้าท้องนี่นา!!!) และเริ่มทำตามคลิปได้นานขึ้น เหนื่อยน้อยลง พอเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เราจะรู้สึกดีขึ้นว่าเราทำสำเร็จ เพื่อนๆหลายคนก็เริ่มทักว่าผอมลงทำให้มีกำลังใจที่จะควบคุมและรักษาสุขภาพให้ดีต่อไป

เคล็ดลับสุดท้ายในการลดน้ำหนักที่ง่ายดายและไม่น่าเชื่ออีกอย่างคือ การนอนหลับ แค่คุณนอนคุณก็ผอมได้แล้ว แต่ไม่ใช่การนอนกลางวันในที่ทำงานนะ ในแต่ละคืนควรจะนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง เมื่อรวมวิธีต่างๆเข้าด้วยกันแล้ว น้ำหนักที่ 78 ของผมก็ลดเหลือ 70 ภายในเวลา 3 เดือน คุณอาจจะลดได้มากกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้แล้วแต่ตัวคุณ คุณสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวิถีชีวิตของคุณเอง ผมลืมบอกไป ไม่มียาวิเศษที่ลดความอ้วนได้หรอกครับสิ่งสำคัญคือคุณต้องมีเป้าหมาย มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง และใช้วิธีที่เหมาะกับตัวเอง เพราะสุขภาพที่ดีขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ยาวิเศษ ลดความอ้วน (ตอนที่ 1)

เรื่องอ้วนไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนยุคนี้เลย ผมยังไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะอ้วนได้ เพราะสมัยเรียนทานเท่าไหร่ก็ไม่เคยที่ตัวจะขยายออก เป็นเด็กผู้ชายเป็นวัยรุ่นแห้งๆมาตลอด แต่พอเรียนจบมาทำงานนั่งโต๊ะเท่านั้นแหละ เผลอตัวแค่ไม่กี่ปี จากกุ้งน้อยก็กลายเป็นหมีตัวกลมๆ ก็เริ่มมีความคิดที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่ก็ไม่เคยได้ทำจริงจังซะที ข้ออ้างก็มากมายตั้งแต่ ชีวิตในเมืองใหญ่บางทีก็เหนื่อยเกินไป ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่าการจราจรไปทำงาน กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ดึกดื่นจะหาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกายล่ะ ในอาหารการกิน เมนูสุดฮิตเวลาสังสรรค์กับเพื่อนก็หนีไม่พ้นบุฟเฟต์ต่างๆที่แสนจะอร่อยและทานได้ไม่อั้น ไขมันก็ค่อยๆสะสมรอบๆตัวพร้อมกับความสามารถในการกินที่เพิ่มขึ้น


แล้วในช่วงปีที่แล้วอยู่ๆผมก็เป็นทอนซิลอักเสบ แค่พักผ่อนน้อยนิดหน่อยผมก็ไม่สบายแล้ว เป็นสองอาทิตย์หายสองอาทิตย์ เป็นบ่อยมาก แค่หวัดธรรมดาก็กระตุ้นให้อาการหนักได้ เสียเวลาเสียค่ายาไปเยอะทีเดียว ทางเลือกก็คือ ผ่าตัดต่อมทอนซิลที่เป็นปัญหาออกซะ (ทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่ช่วยขจัดเชื้อโรค แต่พอมันเสียหายแล้วก็จะเป็นสาเหตุการป่วยซะเอง คล้ายๆกับไส้กรองอากาศรถยนต์ ถ้ามันสกปรกมากก็จะทำให้เปลืองน้ำมันได้) หรือถ้าไม่ผ่าก็ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยได้ง่ายๆ


คนเราต้องการแรงกระตุ้นที่รุนแรงและสำคัญถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แรงกระตุ้นของผมก็คือเจ้าลูกชายตัวน้อยๆ ผมไม่อยากเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในเรื่องการละเลยไม่ดูแลสุขภาพให้เขาเห็นเป็นแบบอย่าง ดังนั้น ผมจำเป็นที่จะต้องเริ่มขจัดความอ้วนและปัญหาสุขภาพออกไป ส่วนสูงผมอยู่ที่ 170 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักที่ทำไว้สูงสุดอยู่ที่ 78 กิโลกรัม เกินมาตราฐานมา 8 กิโลกรัมแค่นั้นเอง ดูไม่เยอะมากมายอะไรแต่พุงที่ใหญ่มาก และมีแต่ไขมันโดยที่กล้ามเนื้อแทบหาไม่เจอจึงทำให้มองไกลๆเห็นเป็นหมีตัวย่อมๆได้


คราวนี้ก็มาถึงวิธีหาทางกำจัดความอ้วนกันล่ะ ครั้งก่อนๆที่เคยลองทำก็คือออกกำลังกาย ผมไปว่ายน้ำทุกเย็นอยู่ช่วงนึง ตั้งใจมากๆ แต่ผลที่ได้คือหิวกว่าเดิม ปกติแค่พยายามกินให้เท่าเดิมไม่มากกว่าเดิมก็ลำบากแล้ว พอเหนื่อยบวกหิวแล้วด้วยก็คิดว่าเราออกกำลังกายไปแล้ว กินเข้าไปก็คงไม่เป็นไรหรอก เลี่ยงๆไขมันทานเน้นโปรตีนแล้วกัน โปรตีนที่ว่าก็ไส้กรอกบ้าง แฮมบ้าง หมูปิ้งบ้าง ไม่ได้ทำการบ้านเลยว่าเนื้อสัตว์แปรรูปนี่ไขมันจะสูงมาก สรุปตัวเท่าเดิม น้ำหนักลดลงนิดหน่อย การกำจัดความอ้วนครั้งนั้นก็เป็นอันล้มเหลว

ส่วนการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารนั้นผมไม่ได้ทดลองทำ เพราะโดยส่วนตัวคิดว่าเราไม่ควรจะแก้ปัญหาอย่างนึงแล้วไปทำให้เกิดปัญหาอีกอย่างนึง โดยปล่อยให้ท้องว่างแล้วเป็นโรคกระเพาะแทน แต่เคยลองวิธีไม่ทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น ทำได้ไม่นานนักก็เลิกไปเพราะเวลามันจำกัดเหลือเกิน เป็นอันล้มเหลวไปอีกวิธีนึง

ผมเป็นแฟนรายการเจาะข่าวตื้นของจอห์น วิญญู วันนึงเขาก็ทำรายการ Good Shape Save Cost ขึ้น ตอนแรกๆที่จอห์นเขาพูดถึงเรื่องที่เขาไปออกกำลังกายนี่ตรงมากๆ ค่าใช้จ่ายที่เสียไปเยอะมาก (แต่ของผมลงทุนน้อยกว่าเขานะ) พอมาตอนที่สี่ที่พูดถึงการควบคุมน้ำหนักไม่เท่ากับการลดน้ำหนักนี่ กระจ่างเลย ว่าทำไมสิ่งที่เราทำมันไม่สำเร็จซะที หลักการจริงๆมันง่ายนิดเดียว เราอ้วนเพราะมีไขมันสะสมในร่างกาย ไขมันที่สะสมเกิดจากอาหารที่เราทานเข้าไปแล้วเราใช้ไม่หมด สะสมเข้าวันละนิดวันละหน่อย รวมๆเข้าหลายๆปีมันก็กลายเป็นไขมันที่ฝากไว้ทั่วร่างกาย ดังนั้นการที่เราจะลดไขมันสะสมได้ก็ต้องเอาออกให้มากกว่านำเข้า การเอาพลังงานออกมาใช้ ไม่ได้หมายถึงการออกกำลังกายเสมอไป เพราะการใช้ชีวิตประจำวันโดยทั่วไปของเราก็มีการใช้พลังงานอยู่แล้ว ถ้าเรารู้ว่าในแต่ละวันเราใช้พลังงานเท่าไหร่ และเราไม่ทานอาหารเข้าไปจนมีพลังงานมากเกินความต้องการ แค่นี้ร่างกายเราก็จะต้องดึงไขมันที่สะสมไว้ออกมาใช้แทน (กิน < ใช้) สูตรสมการง่ายๆที่ได้คือ ( กิน + เก่า = ใช้ )


หน่วยวัดพลังงานที่ใช้ในการวัดพลังงานจากอาหารคือแคลอรี่ (cal) ซึ่งทางโภชนการจะใช้หน่วยเป็น กิโลกรัมแคลอรี่ (Cal หรือ Kcal) เท่ากับพลังงานที่ต้องใช้เพื่อทำให้อุณหภูมิของน้ำ 1 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1 °C แล้วพลังงานเท่าใดที่เราต้องการในแต่ละวันล่ะ จะได้ทานอาหารไม่ให้เกินที่เราต้องใช้ จอห์น วิญญูบอกคร่าวๆไว้ที่ 2,000 Cal ผมไปค้นเพิ่มเติมใน Internet ก็เจอข้อมูลของกรมอนามัย เป็นตารางความต้องการพลังงานในแต่ละวันของคนไทยโดยทั่วไปดังนั้นแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันออกไป ถ้าอยากคำนวนของคุณเองก็มีเป็นโปรแกรมคำนวนให้ พอคุณได้ตัวเลขค่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันแล้วก็ต้องเลือกทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยลงเพื่อที่ร่างกายจะได้ดึงพลังงานจากไขมันสะสมออกมาใช้ ส่วนอาหารชนิดไหนที่ให้พลังงานเยอะก็ให้เลี่ยงหรือนานๆกินที(เรียกอีกอย่างว่า”หลุด”นั้นเอง) ตัวอย่างเช่น คำนวนค่าพลังงานได้เท่ากับ 2,000 Cal ดังนั้นอาหารที่ทานไม่ควรเกิน 2,000 Cal เนื่องจากผมไม่หักโหม ผมตั้งใจจะทานแค่ 1,500 Cal เหลือให้ร่างกายดึงของเก่ามาใช้อีก 500 ( 1,500 + 500 = 2,000)

เข้าใจหลักการง่ายๆแล้ว ทีนี้ถึงเวลาลงมือทำแล้ว ความยากอยู่ตรงนี้แหละ อาหารโปรด อาหารที่คิดว่าแค่ธรรมดาๆนี่ให้พลังงานที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เปิดดูตารางแคลอรี่ในอาหาร ของโปรดของผม ข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวก็ซัดไป 630 Cal แล้ว ผมกิน 3 มื้อก็จะเท่ากับ 1,890 Cal เหลือให้ร่างกายดึงของเก่ามาใช้ได้แค่ 110 Cal เอง นี่ยังไม่นับถึง น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวานอื่นๆอีก ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงได้อ้วนมาขนาดนี้ เก็บเล็กผสมน้อยมาตลอดทางนี่เอง ก็เลยตั้งใจกับตัวเองว่างดเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล ผมเป็นคนไม่ทานกาแฟอยู่แล้วปกติจะทานชาเย็นหรือไม่ก็ชอคโกแลตเย็น ก็หันมาทาน ชาดำ ชาเขียว ชาขาว ชาอู่หลง ที่ไม่ใส่น้ำตาลแทน ไม่ว่าจะแบบชงชาร้อนทานเอง หรือ ซื้อแบบขวดที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ ก็จะเลือกแบบปราศจากน้ำตาล ส่วนขนมอื่นๆนี่ต้องเรียกว่างดเลย ให้อาทิตย์นึงหลุดได้ครั้งสองครั้งแบบเล็กน้อย สำคัญมากตรงนี้ ถ้าหลุดเยอะที่ทำไปทั้งหมดเรียกว่าเสียเปล่าไปเลย

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Blueberry cheese pie by Puifai

อยากลองทำขนมบ้าง ก็เลยให้คุณปุยฝ้ายสอนทำขนมหวานที่ทำง่ายๆดู เมนูที่คุณปุยฝ้ายเลือกคือพายบลูเบอร์รี่ครีมชีสที่ทำได้โดยไม่ต้องอบ เพียงแค่ใช้ความเย็นให้ขนมเซ็ตตัว


ขนมจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือพายเป็นส่วนฐาน ครีมชีส แล้วก็ท๊อปปิ้งด้วยบลูเบอร์รี่ เนื่องจากเราไม่อยากอบพายให้เป็นการเสียเวลาเลยใช้ขนมแครกเกอร์ที่มีขายทั่วไป ในวันนี้เราใช้ Nabisco's RITZ มาทุบให้ละเอียดเป็นผง เตรียมเนยสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆนำไปอุ่นในไมโครเวฟให้ละลาย แล้วคลุกผงแครกเกอร์ด้วยเนยสดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เราเลือกใช้เนยสดชนิดเค็มเพราะอยากให้พายมีรสออกเค็มเพื่อมาตัดความหวานเปรี้ยวของชีสและบลูเบอร์รี่


ผสมเนยสดที่ละลายเข้ากับผงแครกเกอร์


ต่อมาก็เตรียมเนื้อครีมชีสด้วยการนำเนยแข็ง (Kraft Philadelphia cream cheese) มาผสมกับวิปปิ้งครีม (Foremost whipping cream) โยเกิร์ตรสจืด (Dutchie) นมข้นจืด นมข้นหวาน (Carnation) และน้ำมะนาวเพียงเล็กน้อย ขั้นตอนต่อมา ใครที่ไม่เคยผสมแป้งหรือครีมจะได้ทดสอบข้อมือกันเล็กน้อย เพราะการตีให้เนื้อครีมเข้ากันจนเนียนสวยนี่เมื่อยมือกันพอสมควรเลยทีเดียว


ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน


เนื้อครีมเนียนสวย


ได้ส่วนผสมครบหมดแล้ว จากนั้นก็เตรียมแม่พิมพ์เพื่อมาใส่ขนมได้เลย เริ่มจากปูพื้นด้วยพายใช้หลังช้อนกดให้อยู่ตัวแต่ไม่ต้องแน่นจนเกินไป นำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 5 นาทีเพื่อให้เนื้อพายแข็ง จากนั้นราดพายด้วยครีมชีสเกลี่ยให้เสมอกัน นำไปแช่ตู้เย็นอีกประมาณ 15 นาที สุดท้ายนำมาราดท๊อปปิ้งด้วยบลูเบอร์รี่เป็นอันเสร็จเรียบร้อย


เทเนื้อพายลงในแม่พิมพ์

ใช้หลังช้อนกดให้เรียบ
แช่เย็นให้เซ็ตตัว

เกลี่ยครีมชีสให้เต็มแบบก่อนนำไปแช่เย็น

เพิ่ม topping แสนอร่อย

เสร็จเรียบร้อย พายบลูเบอร์รี่ครีมชีส


ส่วนผสมในการทำครั้งนี้ค่อนข้างเยอะเนื่องจากทำหลายถ้วยมาก ดังนั้นถ้าทำกินเองก็ควรลดขนาดไซส์ลงมา ส่วนผสมต่างๆทานได้เลย ดังนั้นชิมไประหว่างทำก็เป็นอะไรที่เพลินดีเหมือนกันนะ


โยเกิร์ตรสจืด 1 ถ้วย เนยสดและเนยแข็งขนาด 250 กรัม

Wilderness Blueberry

วิปครีมสด

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

BOINC on Ubuntu

เรื่องมีอยู่ว่าผมมี Desktop PC เครื่องเก่าอายุกว่า 7 ปีมาแล้วที่ตอนนี้จะเอามาเล่นเกมส์อะไรก็ไม่ได้ (ซื้อคอมพ์มาไว้เล่นเกมส์จริงๆนะเนี่ย) สเปคเครื่องก็แค่ Pentium4 2.66GHz, Ram 1 GB, HDD 40 GB ถ้าลง Microsoft Windows ก็คงเปลืองพื้นที่โดยใช้เหตุ แถมแพงอีกต่างหาก ราคาเกือบๆ 5 พันบาท จะทิ้งก็เสียดายเพราะมันยังทำงานได้อยู่ จึงเป็นที่มาของการลองลง OS ฟรีที่ตั้งใจจะลองเล่นนานแล้ว นั่นคือ Linux และเอาไว้ให้มันคำนวนงานทางวิทยาศาสตร์ของ BOINC


เริ่มแรกก็โมเครื่องให้เหลือแค่ที่จำเป็นด้วยการดึงการ์ดจอออก เพราะมี on-board อยู่แล้ว จากนั้นก็เปลี่ยนถ่าน BIOS แล้วก็ใช้อีกเครื่องหนึ่งโหลด Ubuntu มา เข้าไปในเวบจะมี 2 แบบให้เลือกคือ Desktop กับ Server ผมเลือกที่จะใช้ตัว Server เผื่อว่าจะลองเล่นอย่างอื่นเช่น Mail server หรือ Database 


หลังจาก Download ไฟล์ Ubuntu ที่มาเป็น .ISO เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ทำการไรท์ลงแผ่น CD สำหรับนำไปติดตั้ง โดยเลือกให้เครื่องทำการบูทจากแผ่น CD ขั้นตอนการติดตั้งไม่ได้ยากอะไร แทบไม่ต่างจากวินโดวส์ ไม่นานนัก เจ้าเครื่องเก่า Pentium4 ตัวนี้ก็มี OS พร้อมใช้งาน ยอมรับเลยว่าติดตั้งได้เร็วมาก ไม่ต้องคอยจนเบื่อเหมือนวินโดวส์


แต่หลังจากนี้จะเป็นอะไรที่ยากแล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่เล่น Command Line OS ก็ตอนเป็น MS-DOS สมัย... 16 ปีก่อน แถมคำสั่งยังไม่เหมือนกันอีก ไม่รู้คำสั่งอะไรเกี่ยวกับ UNIX เลย เป้าหมายของเราคือติดตั้ง BOINC ดังนั้นเจ้าเครื่องนี้ต้องติดต่อกับ Server ของ BOINC ได้ผ่าน Internet ในตอนติดตั้งเราสามารถเซ็ตค่าเน็ตเวิร์คได้ตั้งแต่ต้น แต่พอดีผมดันข้ามขั้นตอนนี้ไปก็เลยต้องมาตามเซ็ตทีหลัง โชคดีได้คุณเพื่อนที่แสนดีช่วยหา link วิธีเซตให้ http://www.ubuntugeek.com/ubuntu-networking-configuration-using-command-line.html เราก็ทำตามอย่างว่าง่าย พิมพ์คำสั่งตามที่ในเวบบอก

sudo vi /etc/network/interfaces

*(sudo ที่นำหน้า คือคำสั่งที่แสดงว่าเรามีสิทธิ์ใช้ระบบ ย่อมาจาก "substitute user do")
หน้าจอก็เปลี่ยนไปแสดงข้อมูลในไฟล์ เราต้องการให้ router แจก IP Address เองก็สั่ง Auto ไปเลย


auto eth0
iface eth0 inet dhcp



หรือถ้าจะกำหนดเองก็ไม่ยาก


auto eth0
iface eth0 inet static
address 192.168.1.4
gateway 192.168.1.1
netmask 255.255.255.0
network 192.168.1.0
broadcast 192.168.1.255



ตัวอย่างข้างบนกำหนดให้ IP address เป็น 192.168.1.4 ไม่ยากเท่าไหร่


แต่ที่ยากคือ เจ้าโปรแกรม VI ที่เราใช้แก้ไขข้อความเนี่ย เราจะออก จะเซฟไงเนี่ย ก็เลยต้องเปิดเวบหาอีก http://www.washington.edu/computing/unix/vi.html สรุปที่ใช้เลยก็คือ 3 คำสั่งนี้

ZZ บันทึกไฟล์และออกจากโปรแกรม
:w บันทึกไฟล์ :q! ออกจากโปรแกรมโดยไม่บันทึก

แล้วเราก็ต้องสั่งให้ Ubuntu เริ่มใช้ค่าใหม่ที่เราเพิ่งเขียนไปด้วยคำสั่งนี้

sudo /etc/init.d/networking restart


ตอนนี้ Ubuntu ก็เข้าอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ต่อไปคือการติดตั้งโปรแกรม BOINC ผมก็ไปใฃ้อีกเครื่องทำการ Download ไฟล์ติดตั้งซึ่งนามสกุลเป็น .sh แล้วก็ก๊อปปี้ใส่ USB Flash Drive แต่เมื่อเสียบ USB Flash Drive ไปแล้ว Ubuntu จะยังใช้งานไดรฟ์ไม่ได้ทันที ต้องมีคำสั่งใช้ไดร์ฟก่อน นั่นคือการ mount
https://help.ubuntu.com/community/Mount/USB

sudo mkdir /media/external

sudo mount -t vfat /dev/sdb1 /media/external

ก่อนอื่นเราต้องสร้าง Directory ขึ้นมาใหม่ก่อนเพื่อเวลาเราทำการ mount แล้ว USB Flash Drive ก็จะเสมือนเป็น Directory นึงในเครื่อง ตัว /dev/sdb1 คือ USB Flash Drive ที่เราเพิ่งเสียบเข้าไปนั่นเอง อยากรู้ว่ามี Drive อะไรในเครื่องบ้าง ก็ใช้คำสั่งนี้ครับ

sudo fdisk -l

มาถึงตรงนี้ถึงนึกได้ว่า คำสั่งพื้นฐาน Unix มีอะไรบ้างเนี่ย http://mally.stanford.edu/~sr/computing/basic-unix.html ที่นี่รวมไว้ให้หมดล่ะ

ที่ใช้อยู่หลักๆก็คงเป็น
 ls -l                       ดูรายชื่อไฟล์ (เหมือน dir ของ MS-DOS)
mkdir dirname      สร้างไดเรคทอรี่ใหม่
cd dirname           เข้าไดเรคทอรี่
cp file1 file2         คัดลอกไฟล์1 ไปยังไฟล์2 (เหมือน copy ของ MS-DOS)

หลังจากก๊อบไฟล์นามสกุล .sh ของ BOINC มาแล้วก็ทำการติดตั้ง โดยใช้คำสั่ง sh ตามด้วยชื่อไฟล์

sudo sh boincx86.sh

แค่นี้เป็นอันเสร็จ... หรือเปล่า อ้าว ผมรันโปรแกรม BOINC ไม่ขึ้น แต่เห็นไดเรคทอรี่ของ BOINC แล้วนะ ลองเข้าไปดูในเวบเห็นมีคำสั่งแปลกๆ เกี่ยวกับ install เลยลองดู

http://boinc.berkeley.edu/wiki/Installing_BOINC_on_Ubuntu

sudo aptitude install boinc-client

โดนฟ้องว่าหาไม่เจอ แล้วพอลองสั่ง sudo run_client start ก็โดนฟ้องว่าขาด library สุดท้ายเพิ่งมาฉลาดว่า จริงๆแล้วไม่ต้องไป Download ไฟล์ .sh มาตั้งแต่ต้น ไม่ต้อง copy ใส่ Flash Drive มา mount ให้ยุ่งยาก แค่เพียงสั่งให้ Ubuntu ติดตั้งผ่าน internet ได้เลย

sudo apt-get install boinc-client

Ubuntu ก็จะทำการ Download มาติดตั้งเอง เรียบร้อย ง่ายดาย
เมื่อมี BOINC Client พร้อมที่จะทำงานแล้ว เราก็ต้องเรียกให้โปรแกรมขึ้นมาทำงาน

sudo /BOINC/run_client start

อ้าว แล้วจะเลือกโปรเจคกับเข้า account เรายังไงล่ะเนี่ย ลองเปิดค้นดูเจอหน้านี้เข้า
http://boinc.berkeley.edu/wiki/Boinccmd_tool พารามิเตอร์เยอะเหมือนกันนะเนี่ย

boinccmd --lookup_account URL email password 

เราจะได้ account key ออกมาเพื่อนำไป attach กับโปรเจค

boinccmd --project_attach URL account_key

เป็นอันเสร็จสิ้น BOINC ก็จะโหลดไฟล์คำนวนของโปรเจคกับไฟล์งานมาทำงานของมันเอง ลองตรวจดูความคืบหน้าได้โดย

boinccmd --get_state

และแล้วเครื่องเก่าของผมก็ได้ใช้เพื่อคำนวณงานด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นแค่กองเศษเหล็กอีกต่อไป


วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Grow your own wheatgrass


Living in big cities? Wanna bring something green to your place? Try this "WheKit"! You can grow your own wheatgrass at home.


I bought this kit for THB 120.00

Inside the box containing

1.    Wheat grain
2.    Media


Step 1: Leave the grain in water for 12 hours

Step 2: Put media in the tray and flatten

Step 3: Sprinkle soaked grain evenly over the media
So full! On the first day the gain must be soaked but I'm out to work. Cover them with plastic sheet can help keep them moisture.



Second day in the evening. You can see the little furry white grow from the grain, it's not fungus!



Third day morning. Little green shoots show.

Third day evening. A little dry but still growing.


On the forth day, more green!


Fifth day, almost ready to harvest.

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฟังเพลงใหม่ในทำนองเก่า

ฟังเพลง "On the floor" ของ Jennifer Lopez featuring Pitbull แล้วทำนองที่คุ้นๆหูตอนเด็กก็ลอยขึ้นมา มันคือเพลง "ขอเวลาหน่อย" ของ ดอน สอนระเบียบนั่นเอง แต่จริงๆแล้วทำนองเพลงนี้เป็นของใครก็เลยลองถามลุง Google ดู ได้ความว่าเป็นเพลงภาษาสเปนเมื่อปี พ.ศ. 2525 (1982 A.D.) ชื่อว่า "Llorando se fue" ของวง Los Kjarkas ชาวโบลิเวีย แล้วทำนองนี้ก็มาโด่งดังจากการ cover เป็นภาษาโปรตุเกศของวง Kaoma ในชื่อเพลงว่า "Lambada" เมื่อปีพ.ศ. 2532 (1989 A.D.)


Jennifer Lopez "On the floor" ft. Pitbull (2011)


Kaoma "Lambada" (1989)


Los Kjarkas "Llorando se fue" (1982)

มีเพลงต้นฉบับให้ชมใน YouTube นะครับ แต่ใน version ไทยของดอน สอนระเบียบผมหาไม่เจอ ถ้าใครอยากฟังก็ลองหาดูจากแผ่นของนิธิทัศน์ เอโอเอนะครับ

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

กิจกรรมสำหรับวันหยุดที่หมอกฟ้าใสรีสอร์ต

ตั้งแต่เปิดปีใหม่มา งานที่ระดมเข้ามาอย่างไม่ขาดสายทำให้พวกเราต้องทำงานกันอย่างเต็มที่ พอเข้าช่วงเทศกาลเป็นประจำทุกปีที่งานจะเริ่มเบาบางลง และแล้วก็มีวันหยุดกลางสัปดาห์โผล่เข้ามา อย่างเช่นวันนี้ 6 เมษายน 2554 วันจักรี เหล่ามดงานจาก Medical unit ก็วางโปรแกรมไปหากิจกรรมสนุกๆทำรับวันหยุด เป้าหมายที่พวกเขาเลือกไว้ก็คือ หมอกฟ้าใสรีสอร์ต อ.แม่สอด จ.ตาก นี่เอง และเนื่องจากพวกเรามีที่พักอยู่ในแม่สอดอยู่แล้วก็เลยเพียงแค่ไปทำกิจกรรมกัน ไม่ได้ไปพักค้างคืนเล่นรอบกองไฟกัน!!!

เวลานัดหมาย 8.30 น.คณะเดินทางมารวมตัวกันที่สถานีเชื้อเพลิงปตท.แม่สอด หาเสบียงและขนมรองท้องกันไปก่อนออกเดินทาง หมอกฟ้าใสรีสอร์ตตั้งอยู่บนถนนสาย 105 (ตาก-แม่สอด) ระยะทางโดยประมาณจากแม่สอดไปยังหมอกฟ้าใสรีสอร์ต 20 กิโลเมตร ส่วนถ้าขึ้นมาจากจังหวัดตากจะประมาณ 60 กิโลเมตร จุดสังเกตุคือบริเวณทางเข้าจะมีจุดตรวจของตำรวจอยู่ จากถนนใหญ่ขับรถเข้าไปอีก 3 กิโลเมตร

เมื่อมาถึงเราก็มาดูโปรแกรมของกิจกรรมที่ทางรีสอร์ตมีให้บริการ เริ่มตั้งแต่ ล่องแก่ง โรยตัว กระโดดหอสูง รถ ATV และเรือเจ็ทสกี ทุกกิจกรรมน่าสนใจก็เลยซื้อแพคเกจรวมในราคา 1,500 บาท แล้วก็เริ่มต้นผจญภัยได้

อย่างแรก เราก็ขึ้นรถของทางรีสอร์ตไปยังจุดขึ้นเรือยางเพื่อไปล่องแก่ง (แม่ละเมา) ซึ่งกิจกรรมต่างๆจะอยู่ภายนอกรีสอร์ตไม่รบกวนแขกคนอื่นๆที่พักผ่อนอยู่


วันนี้ที่เรามากันปริมาณน้ำไม่เยอะมาก บรรยากาศในป่าร่มรื่น ทำเอาหลายๆคนตั้งท่าจะหลับกันเลยทีเดียว ล่องแก่งผ่านมาได้สักพัก (ไม่แน่ใจเรื่องเวลาจริงๆ เพราะบรรยากาศสบายๆทำเอาปล่อยตัวปล่อยใจ ลืมเรื่องเวลาไปเลย) ก็มาถึงจุดทำกิจกรรมที่ 2 ได้แก่โรยตัวและกระโดดหอสูง


งานนี้ใครที่กลัวความสูงก็ต้องใช้ความกล้ามากนิดนึง ถึงขนาดเราเองที่อยากเล่น ขอไปเป็นคนแรกยังมีแอบขาสั่นเล็กน้อยตอนจะออกตัว

แต่พอก้าวขาลงไปได้แล้วล่ะก็ถึงเวลามันล่ะ ตอนที่กลัวจังหวะแรกหายไปแล้ว คราวนี้ก็ต้องลองถีบตัวแบบที่เคยเห็นในหนังบ้างล่ะ 555 ทุกคนติดใจกันใหญ่ ขึ้นไปเล่นรอบ 2 กันอย่างว่าง่ายกว่ารอบแรกเยอะเลย





พอเล่นรอบสองกันครบแล้ว เส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อกลับไปยังเรือยางล่องแก่งไปยังจุดต่อไปคือกระโดดหอไป แน่นอนว่าเป็นที่สนุกสนานกันอีกเหมือนเดิม








กลับมาล่องแก่งกันต่อเพื่อไปยังกิจกรรมถัดไป คราวนี้เราเจอกับอุปสรรคเล็กน้อยคือ ต้นไม้ล้มขวางทางน้ำอยู่ ต้องลงจากเรือและข้ามไป ได้เปียกเท้ากันเล็กน้อยให้ได้เย็นชื่นใจ


แล้วเราก็มาถึงบริเวณสำหรับกิจกรรมสุดท้ายคือเจ็ทสกี และ ATV สระน้ำสำหรับให้เล่นเจ็ทสกีเล็กไปนิดนึงคนที่ชอบความเร็วอาจจะเร่งไม่ได้จุใจนัก แต่สนาม ATV ก็ถือว่าใช้ได้ มีอุปสรรคและวิวที่น่าสนใจให้ได้ชม


เสร็จกิจกรรมเพิ่งจะได้ดูเวลาว่าบ่าย 2 โมงแล้ว แต่ละคนถึงได้บ่นหิวกัน ก็เลยนั่งรถของรีสอร์ตกลับไปที่รีสอร์ตแทนการล่องแก่ง เพราะจริงๆแล้วสามารถล่องแก่งจนกลับไปถึงรีสอร์ตได้เลย หลังจากล้างหน้าล้างตา ดื่มน้ำ และพักเหนื่อยกันพอสมควร พวกเราก็เดินทางกลับแม่สอดเพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้าน 9&9 Coffee House ทริปวันนี้ก็จบลงด้วยความอิ่ม และ ง่วงของทุกๆคน

ข้อมูลหมอกฟ้าใสรีสอร์ต ที่อยู่ 381 หมู่ 1 ต.พะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก 63110
โทรศัพท์ 0-5557-7682-4, 08-1045-7516
เว็บไซต์ www.mokfahsai.com

*บรรยากาศของรีสอร์ตและห้องพักเนื่องจากเราไม่ได้เข้าไปดูก็เลยไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ดูกันนะครับ แต่รู้สึกจะมีของคุณ OoYoYoO ลองเข้าไปดูในเพจของเค้าแล้วกันนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

ช่วยงานวิจัย

สมัยเรียนประถมศึกษา วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.)ในสมัยนั้นทำหลักสูตรให้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เรากับเพื่อนเตรียมการทดลองและทำการทดลองที่เข้าใจง่ายบ้าง ทำไปทั้งๆที่คาดผลลัพท์ได้ล่วงหน้าแล้วบ้าง แต่ก็สนุกสนานและทำให้เกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้วิทยาศาสตร์มากขึ้น จินตนการว่าโตขึ้นจะเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอย่างดร. เอ็มเม็ตต์ บราวน์ในภาพยนตร์เรื่องเจาะเวลาหาอดีต (Back to the future ปี 1985 แสดงโดยคริสโตเฟอร์ ลอยด์) เมื่อเรียนสูงขึ้นก็พบว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะกับการทดลองและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่นักวิจัยเองก็ได้พบกับปัญหาเมื่อการค้นพบสิ่งใหม่ๆ สมมติฐานและแบบจำลองต้องใช้การคำนวณที่ยาวนานเกินกว่าช่วงอายุของมนุษย์ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตจึงได้เข้ามามีส่วนช่วยในการคำนวณสิ่งเหล่านั้นแทนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์มากกว่าพันล้านเครื่อง ถ้าใช้ทรัพยากรการคำนวณอันมหาศาลเหล่านี้จะสามารถย่นระยะเวลาในการทำงานวิจัยลงไปได้อย่างมาก

ถึงตอนนี้แม้เราจะไม่ได้จบด้านวิทยาศาสตร์สาขาใดๆมาก็ตาม เราก็สามารถมีส่วนร่วมในงานวิจัยที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้กับโปรแกรม Berkeley Open Infrastructure for Network Computing (BOINC) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในขณะที่พวกเราเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานทั่วๆไปเช่นเขียนรายงาน ท่องเวบ หรือแม้แต่ดูภาพยนตร์จากดีวีดี คอมพิวเตอร์ของพวกเราจะไม่ได้ใช้ความสามารถของมันเต็ม 100% สามารถเปิดดูได้จาก Task Manager ถ้าคุณใช้ Windows เพียงกด Ctrl + Alt + Del แล้วเลือก Task Manager (แตกต่างกันไปใน Windows แต่ละรุ่น และไม่แนะนำให้กดถ้าคุณยังใช้ MS-DOS อยู่ 555) โปรแกรม BOINC จะใช้ทรัพยากรที่เหลือของคอมพิวเตอร์ในการคำนวณงานวิจัยต่างๆที่คุณสามารถเลือกได้เองว่าจะวิจัยด้านใดตามความสนใจของคุณ และคุณจะได้รับเครดิตจากการคำนวณโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ


Task Manager จะเห็นว่าจากการใช้งานคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป จะมีการใช้ CPU ต่ำมากๆ


ในตอนแรกการอาสาสมัครเพื่อการคำนวณ (Volunteer Computing) มีเพียงโปรเจคเดียวคือ SETI@Home (Search for Extra-Terrestrial Intelligence at home) ซึ่งเป็นโครงการที่วิเคราะห์คลื่นวิทยุเพื่อค้นหาการส่งสัญญาณจากอารยธรรมที่มีปัญญานอกโลก แต่ก็ได้มีการโกงการส่งผลการคำนวณกันขึ้น BOINC จึงถูกพัฒนามาเพื่อป้องการการโกงเครดิตของโปรเจคและเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยให้กับโปรเจค ในปัจจุบันมีโปรเจคที่ร่วมกับโปรแกรม BOINC มากกว่า 30 โปรเจค ตั้งแต่งานวิจัยทางการแพทย์ เคมี การวิจัยสภาพอากาศ ไปจนถึงเกมหมากรุก!


โปรเจคที่น่าสนใจที่อยากแนะนำมีอยู่ 3 โครงการได้แก่
  1. Rosetta@Home ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เป็นงานวิจัยโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนเพื่อหาทางรักษาโรคของมนุษย์
  2. World community grid ของ IBM โปรเจคนี้จะรวมงานวิจัยย่อยๆไว้อีกหลายโครงการเช่น การค้นหายาแก้ไข้เลือดออก การรักษามะเร็งในเด็ก รวมถึงการวิจัยพลังงานสะอาด โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้คอมพิวเตอร์ของเราวิจัยงานใดบ้าง 
  3. Climate Prediction ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ที่คำนวณแบบจำลองสภาพอากาศของโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า

Climate Prediction application

การติดตั้งโปรแกรม BOINC ก็ไม่ได้ซับซ้อนวุ่นวายเลยเพียงแค่ดาวน์โหลดตัวติดตั้งจากเวบไซต์ BOINC  แล้วทำการติดตั้งโดยเราสามารถเลือกให้ BOINC เป็น Screensaver ได้ด้วย โปรแกรม BOINC ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาเพราะเมื่อรับข้อมูลมาทำการวิเคราะห์และส่งผลการคำนวณแล้ว BOINC ก็ไม่ได้ใช้ช่องสัญญาณเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเลย ตัวโปรแกรม BOINC นั้นยังถูกพัฒนาไปจนสามารถดึงเอาพลังการคำนวณจาก Graphics Processing Unit (GPU) มาใช้ได้แล้วแต่การ์ดจอของคุณต้องเป็นรุ่นใหม่ที่รองรับความสามารถด้านนี้ด้วย (CUDA) ซึ่งการคำนวณจะเร็วกว่าการคำนวณโดย CPU เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ 2 - 10 เท่า โดยปกติแล้ว BOINC จะทำงานโดยไม่รบกวนการใช้ CPU ปกติของเรา แต่มีข้อแนะนำอยู่สามเรื่อง คือ 
  • ถ้าจะเล่นเกมส์ที่ใช้ความสามารถของเครื่องหนักเช่นเกมส์ 3 มิติแล้วละก็ควรปิด BOINC ก่อนเล่นเกมส์ 
  • ข้อมูลของโปรเจค Climate Prediction ไฟล์จะใหญ่มากเนื่องจากเป็นโมเดลของสภาพอากาศทั้งโลก (ประมาณ 500 MB เทียบกับโครงการอื่นที่ประมาณ 20 - 100 MB)
  • การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อ CPU ทำงานมากขึ้น จะมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานต่างกับขณะที่ไม่ได้ใช้งาน
Computer state (24 hrs/day)Typical power usageEnergy per monthCost per month (USA)Cost per month (Europe)
Off0 watts0 kWh$0€0
Idle100 watts73 kWh$5.84€14,60
Active150 watts110 kWh$8.80€22,00

ที่มา http://boinc.berkeley.edu/wiki/Heat_and_energy_considerations

ประเทศที่ีมีผู้เข้าร่วมโครงการและส่งผลการคำนวณมากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา ครองอันดับ 1 ในทุกโครงการ ในส่วนของประเทศไทยเองมีผู้เข้าร่วมและส่งผลการคำนวณอยู่ในอันดับที่ 52 จำนวนสมาชิก 295 คนจาก Rosetta อันดับที่ 47 จำนวนสมาชิก 684 คนจาก World Community Grid และอันดับที่ 51 จำนวนสมาชิก 303 คนจาก Climate Prediction

ถ้าคุณยังใข้คอมพิวเตอร์ของคุณไม่เต็มความสามารถที่มันมีแล้ว ลองสมัครเข้าร่วมโครงการกับ BOINC ดูเพื่อมีส่วนร่วมในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไม่แน่ว่าคอมพิวเตอร์ของคุณอาจเป็นเครื่องที่ช่วยให้ค้นพบอารยธรรมต่างดาว หรือ ยารักษาโรคที่ปัจจุบันยังไม่มีก็ได้